วันเสาร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

บทความชีวประวัติ "หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ" พระผู้เปี่ยมด้วยความเมตตา แห่งวัดสะแกโดย สลากไทพลัส กองสลากไทพลัส

วันนี้ทาง สลากไทพลัส พามาเปิดประวัติ พระคุณเจ้าหลวงปู่ดู่  พรหมปัญโญจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้โปรดใช้วิจารณญาณในการเสพข้อมูล


ประวัติหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ แห่งวัดสะแก

พระคุณเจ้าหลวงปู่ดู่  พรหมปัญโญ มีชาติกำเนิดในสกุล หนูศรี เดิมชื่อ "ดู่" ท่านเกิดในวันศุกร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๖ ปีมะโรง พ.ศ  ๒๔๔๗ เป็นวันเพ็ญวิสาขปุรณมี ณ บ้านสามเขา ตำบลข้าวเม่า อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตรงกับวันศุกร์ที่  ๒๙  เมษายน พ.ศ  ๒๔๔๗  (ข้อมูลจากปฏิทิน 100 ปี) โยมบิดาชื่อ พุด  โยมมารดาชื่อ พ่วง ท่านมีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ๓ คน ท่านเป็นบุตรคนสุดท้อง มีโยมพี่สาว  ๒ คน มีชื่อตามลำดับดังนี้

๑ ทองคำ สุนิมิตร (พี่สาว)

๒ สุ่ม พึ่งกุศล (พี่สาว)

๓ ท่าน

ชีวิตในวัยเด็กของท่านดูจะขาดความอบอุ่นอยู่มาก ด้วยกำพร้าบิดามารดาตั้งแต่เยาว์วัย นายยวง พึ่งกุศล ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานของท่านได้เล่าให้ฟังว่า บิดา มารดาของท่านมีอาชีพทำนาโดยนอกฤดูทำนาจะมีอาชีพทำขนมไข่มงคลขาย เมื่อตอนที่ท่านเป็นเด็กทารกมีเหตุการณ์สำคัญ ที่ควรจะบันทึกไว้คือ วันหนึ่งซึ่งเป็นหน้าน้ำ ขณะที่บิดามารดาของท่านกำลังทอดขนมไข่มงคลอยู่นั้น ท่านซึ่งถูกวางอยู่บนเบาะนอกชานคนเดียวไม่ทราบด้วยเหตุใดตัวท่านได้กลิ้งตกน้ำทั้งคนทั้งเบาะ แต่เป็นที่อัศจรรย์ยิ่งที่ตัวท่านไม่จมน้ำ กลับลอยน้ำจนไปติดอยู่ข้างรั้ว กระทั่งสุนัขเลี้ยงที่บ้านท่านมาเห็นเข้าจึงได้เห่าพร้อมกับวิ่งกลับไปกลับมาระหว่างตัวท่าน กับมารดาท่าน เมื่อมารดาท่านเดินตามสุนัขเลี้ยงออกมาจึงได้พบว่าท่านลอยน้ำติดอยู่ที่ข้างรั้ว ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้มารดาท่านเชื่อมั่นว่าท่านจะต้องเป็นผู้ที่มีบุญวาสนามากมาเกิดต่อมา เมื่อท่านอายุ ๔ ขวบ มารดาของท่านได้ถึงแก่กรรม และบิดาของท่าน ก็ได้จากไปอีกคน 

ท่านจึงต้องกำพร้าบิดามารดาตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กจำความไม่ได้ ท่านได้อาศัยอยู่กับยาย โดยมีโยมพี่สาวชื่อ สุ่ม เป็นผู้ดูแลเอาใจใส่และท่านก็ได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนที่วัดกลางคลองสระบัว วัดประดู่ทรงธรรมและวัดนิเวศน์ธรรมประวัติ


สู่เพศพรหมจรรย์

เมื่อท่านอายุได้  ๒๑ ปี ก็ได้เข้าพิธีบรรพชาอุปสมบทเมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ ๒๔๖๘ ตรงกับวันอาทิตย์แรม ๔ ค่ำเดือน ๖ ณ วัดสะแก ตำบลธนู อำเภออุทัยจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีหลวงพ่อกลั่น เจ้าอาวาสวัดพระญาติการามเป็นพระอุปัชฌาย์ มีหลวงพ่อแด่ เจ้าอาวาสวัดสะแก ขณะนั้น เป็นพระ กรรมวาจาจารย์และมีหลวงพ่อฉาย  วัดกลางคลองสระบัว เป็นพระอนุศาสนาจารย์ ท่านได้รับฉายาว่า "พรหมปัญโญ"  ในพรรษาแรก ๆ นั้น ท่านได้ศึกษาพระปริยัติธรรม ที่วัดประดู่ทรงธรรม ซึ่งในสมัยนั้นเรียกว่าวัดประดู่โรงธรรม โดยมีพระอาจารย์ผู้สอนคือท่านเจ้าคุณเนื่อง ,พระครูชม ,และหลวงพ่อรอด (เสือ) เป็นต้น ในด้านการปฏิบัติพระกรรมฐานนั้น ท่านก็ได้ศึกษากับหลวงพ่อกลั่นผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ และหลวงพ่อเภา ศิษย์องค์สำคัญของหลวงพ่อกลั่น ซึ่งมีศักดิ์เป็นอาของท่าน นอกจากนี้ท่านยังได้ศึกษาจากตำรับตำราที่มีอยู่ในชาดกบ้าง จากธรรมบทบ้าง และด้วยความที่ท่านเป็นผู้ที่รักการศึกษาค้นคว้า ท่านจึงได้เดินทางไปศึกษาหาความรู้ เพิ่มเติมจากพระอาจารย์อีกหลายท่าน ทั้งจังหวัดสุพรรณบุรี และสระบุรี ประมาณพรรษาที่ ๓ ท่านก็ได้เดินธุดงค์ออกจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มุ่งตรงสู่จังหวัดสระบุรี กราบนมัสการพระพุทธฉายและรอยพระพุทธบาท จากนั้นท่านได้ธุดงค์ไปยังจังหวัดสิงห์บุรี สุพรรณบุรี และกาญจนบุรี โดยใช้เวลาเดินธุดงค์ประมาณ ๓ เดือน หลวงปู่ดู่ ท่านได้ตัดสินใจไม่รับกิจนิมนต์ไปนอกวัดตั้งแต่ก่อนปีพ.ศ ๒๔๙๐ เพื่อที่จะใช้เวลาปฏิบัติ และโปรดญาติโยม ซึ่งท่านให้ความสำคัญในเรื่องของการปฏิบัติภาวนาอย่างที่สุด


อยู่มาวันหนึ่ง เข้าใจว่าก่อนปี พ.ศ ๒๕๐๐ เล็กน้อย หลังจากที่หลวงปู่ดู่สวดมนต์ทำวัตรเย็น และปฏิบัติกิจส่วนตัว เสร็จเรียบร้อยแล้วท่านก็จำวัด เกิดนิมิตไปว่า ท่านได้ฉันดาวที่มีแสงสว่างเข้าไป ๓ ดวงในขณะที่กำลังฉันอยู่นั้นก็รู้สึกว่ากรอบดี ก็เลยฉันเข้าไปทั้งหมด แล้วจึงตกใจตื่น เมื่อท่านมาพิจารณาใคร่ครวญถึงนิมิตที่เกิดขึ้นก็เข้าใจได้ว่า แก้ว ๓ ดวงนั้นจะต้องเป็นแก้ว ๓ ประการ ได้แก่พระไตรสรณคมน์ เมื่อหลวงปู่ว่า "พุทธัง สรณัง คัจฉามิ  ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ  สังฆัง สรณัง คัจฉามิ” ก็เกิดอัศจรรย์ขึ้นในจิตท่าน จนท่านเกิดความมั่นใจว่าพระไตรสรณคมน์นี้เป็นแก่นแท้ และรากแก้วของพระพุทธศาสนา การสมาทานศีล ๕ ศีล ๘ หรือการขอบรรพชาอุปสมบท ก็ต้องว่าไตรสรณคมน์นี้ทุกครั้ง ท่านจึงกำหนดเอาเป็นองค์ภาวนา

ในเรื่องของการปฏิบัติสมาธิภาวนานั้น ท่านว่า "ถ้าไม่เอา (ปฏิบัติ) เป็นเถ้าเสียดีกว่า" ในสมัยก่อนเมื่อตอนที่ศาลาปฏิบัติธรรมหน้ากุฏิท่านยังสร้างไม่เสร็จนั้น ท่านก็เมตตาให้ใช้ห้องส่วนตัวที่ท่านใช้จำวัดเป็นที่รับรองสานุศิษย์ และผู้สนใจได้ใช้เป็นที่ปฏิบัติธรรม ซึ่งนับเป็นความเมตตาอย่างสูง สำหรับผู้ที่ไปกราบนมัสการท่านบ่อย ๆ หรือผู้ที่มีโอกาสได้ฟังท่านสนทนาธรรมก็คงได้เห็นวิธีการสอนของท่าน ซึ่งท่านจะโน้มน้าวผู้ฟังให้วกเข้าสู่การปรับปรุงแก้ไขตนเอง เช่นครั้งหนึ่ง มีลูกศิษย์วิพากษ์วิจารณ์คนนั้นคนนี้ให้ท่านฟังในเชิงว่ากล่าวว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาและความยุ่งยาก ท่านกลับไม่เออออตามอันจะทำให้เรื่องบานปลายออกไป ท่านก็กล่าวปรามว่า "เรื่องของคนอื่น เราไปแก้เขาไม่ได้ ที่แก้ได้คือตัวเรา แก้ข้างนอกเป็นเรื่องโลก แต่แก้ที่ตัวเราเป็นเรื่องธรรม"


อุบายธรรม

หลวงปู่ดู่ เป็นผู้ที่มีอุบายธรรมลึกซึ้ง สามารถขัดเกลาจิตใจคนอย่างค่อยเป็นค่อยไป มิได้เร่งรัดเอาผล เช่นครั้งหนึ่งมีนักเลงเหล้าติดตามเพื่อนซึ่งเป็นลูกศิษย์มากราบนมัสการท่าน สนทนากันได้สักพักหนึ่งนักเลงเหล้าผู้นั้นก็แย้งว่า จะให้ผมสมาทานศีลและปฏิบัติได้ยังไง ก็ผมยังกินเหล้าเมาอยู่นี่ครับ หลวงปู่ดู่ท่านก็ตอบว่า "เอ็งจะกินก็กินไปซิข้าไม่ว่า แต่ให้เองปฏิบัติให้ข้าวันละ ๕ นาทีก็พอ" นักเลงเหล้าผู้นั้นเห็นว่านั่งสมาธิแค่วันละ ๕ นาทีไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร จึงได้ตอบปากรับคำจากหลวงปู่ ด้วยความที่เป็นคนมีนิสัยทำอะไรทำจริงซื่อสัตย์ต่อตนเอง ทำให้เขาสามารถปฏิบัติได้สม่ำเสมอเรื่อยมามิได้ขาดแม้แต่วันเดียว บางครั้งถึงกับงดไปกินเหล้ากับเพื่อน ๆ เพราะได้เวลานั่งปฏิบัติ จิตของเขาเริ่มเสพคุ้นกับความสุขสงบจากการที่จิตเป็นสมาธิ ไม่ช้าไม่นานเขาก็สามารถเลิกเหล้าได้โดยไม่รู้ตัว ด้วยอุบายธรรมที่น้อมนำมาจากหลวงปู่ ต่อมาเขาได้มีโอกาสมานมัสการกราบหลวงปู่อีกครั้ง ที่นี้หลวงปู่ดู่ท่านให้โอวาทว่า "ที่แกปฏิบัติอยู่ให้รู้ว่าไม่ใช่เพื่อข้า แต่เพื่อตัวแกเอง" คำพูดของหลวงปู่ทำให้เขาเข้าใจอะไรมากขึ้น ถัดจากนั้นอีกประมาณ ๕ ปีเขาผู้ที่อดีตเคยเป็นนักเลงเหล้า ก็ละจากเพศฆราวาสเข้าสู่เพศบรรพชิต ตั้งใจปฏิบัติธรรมอยู่นับแต่นั้นตลอดมา

อีกครั้งหนึ่ง ชาวบ้านหาปลามากราบนมัสการท่าน ก่อนกลับท่านให้เขาสมาทานศีล ๕ เขาเกิดตะกิดตะขวงใจกราบเรียนท่านว่า “ผมไม่กล้าสมาทานศีล ๕ เพราะรู้ว่าเดี๋ยวก็ต้องไปจับปลาจับกุ้ง มันเป็นอาชีพของผมครับ”  หลวงปู่ตอบเขาด้วยความเมตตาว่า  “แกจะรู้หรือว่าแกจะตายเมื่อไหร่ ไม่แน่ว่าแกเดินออกไปจากกุฏิข้า แล้วอาจถูกงูกัดตายเสียกลางทางก่อนไปจับปลา จับกุ้ง ก็ได้ เพราะฉะนั้น เมื่อตอนนี้แกยังไม่ได้ทำบาปกรรมอะไร ยังไง ๆ ก็ให้มีศีลไว้ก่อน ถึงจะมีศีลขาดก็ยังดีกว่าไม่มีศีล” 

และอีกครั้งหนึ่ง มีนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ๒ คน ซึ่งเป็นลูกศิษย์ท่าน มากราบลาท่านพร้อมกับเรียนให้ท่านทราบว่า จะเดินทางไปพักค้างเพื่อปฏิบัติธรรมกับท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี ท่านฟังแล้วก็ยกมือพนมขึ้นไหว้ไปทางข้าง ๆ พร้อมกับพูดว่า “ข้าโมทนากับพวกแกด้วย ตัวข้าไม่มีโอกาส”  ไม่มีเลยที่ท่านจะห้ามปราม หรือแสดงอาการที่เรียกว่าหวงลูกศิษย์ ตรงกันข้ามมีแต่จะส่งเสริม สนับสนุน ให้กำลังใจ เพื่อให้ลูกศิษย์ของท่านขวนขวายในการปฏิบัติธรรมยิ่ง ๆ ขึ้นไป แต่ถ้าเป็นกรณีที่มีลูกศิษย์มาเรียนให้ท่านทราบ

ถึงครูบาอาจารย์องค์นั้นองค์นี้ ในลักษณะตื่นครูอาจารย์ ท่านก็จะปรามเพื่อวกเข้าสู่เจ้าตัว โดยท่านจะเตือนสติว่า “ครูบาอาจารย์ดี ๆ มีอยู่มากมาย แต่สำคัญที่ว่าต้องปฏิบัติให้จริง สอนตัวเองให้มาก นั่นแหละจึงจะดี”  

แม้ว่าหลวงปู่ดู่ท่านจะรับรองในความศักดิ์สิทธิ์ของพระเครื่องที่ท่านอธิษฐานจิตให้ แต่สิ่งที่ท่านยกไว้เหนือกว่านั้นก็คือ การปฏิบัติ ดังจะเห็นได้จากคำพูดของท่านที่ว่า  "เอาของจริงดีกว่า พุทธัง ธัมมัง สังฆัง สรณัง คัจฉามิ" นี่แหละของแท้ จากคำพูดนี้จึงเสมือนเป็นการยืนยันว่า การปฏิบัติภาวนานี้แหละเป็นที่สุดแห่งเครื่องรางของขลัง ดังที่ท่านเคยกล่าวว่า

 "สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่เหนือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็คือกรรม" ดังนั้นจึงมีแต่พระสติ พระปัญญา ที่ฝึกฝนอบรมดีแล้วเท่านั้น ที่จะช่วยให้ผู้ปฏิบัติรู้เท่าทันนั่นหมายถึงสิ่งที่จะต้องเป็นไปพร้อม ๆ กันก็คือ ความพากเพียรที่ลงสู่ภาคปฏิบัติ ในมรรควิถี ที่เป็นสาระแห่งชีวิตของผู้ไม่ประมาท ดังที่ท่านพูดย้ำเสมอว่า "หมั่นทำเข้าไว้ ๆ"


กุศโลบายในการสร้างพระ

หลวงปู่ท่านไม่ได้ตั้งตัวเป็นเกจิอาจารย์ การที่ท่านสร้างหรืออนุญาตให้สร้างวัตถุมงคลก็เพราะเห็นประโยชน์ด้วยบุคคลจำนวนมากยังขาดที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ ท่านเองมิได้จำกัดสิทธิ์อยู่เฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ดังนั้นคณะศิษย์ของท่านจึงมีกว้างขวางออกไปทั้งที่ใส่ใจในธรรมล้วน ๆ หรือที่ยังต้องอิงกับวัตถุมงคล ท่านเคยพูดว่า  “ติดวัตถุมงคล ก็ยังดีกว่าที่จะไปติดวัตถุอัปมงคล” ทั้งนี้ท่านย่อมใช้ดุลย์พินิจพิจารณาตามความเหมาะสม ตามความเหมาะสมควรแก่ผู้ที่ไปหาท่าน

วัตถุมงคลพระบูชาต่าง ๆ ที่ท่านเมตตาอธิษฐานจิตให้แล้วนั้นปรากฏผลแก่ผู้บูชาในด้านต่าง ๆ เช่นแคล้วคลาด เป็นต้น นั่นก็เป็นเพียงผลพลอยได้ซึ่งเป็นประโยชน์ในทางโลก แต่ประโยชน์ที่ท่านผู้สร้างมุ่งหวังอย่างแท้จริงนั้นก็คือใช้เป็นเครื่องมือในการปฏิบัติภาวนา มีพุทธานุสติกรรมฐานเป็นต้น

นอกจากนี้แล้วผู้ปฏิบัติยังได้อาศัยพลังจิตที่ท่านตั้งใจบรรจุไว้ในพระเครื่องช่วยน้อมนำและประคับประคองให้จิตรวมสงบได้เร็วขึ้น ตลอดถึงการใช้เป็นเครื่องสร้างเสริมกำลังใจ และระงับความหวาดวิตกขณะปฏิบัติอีกด้วย สิ่งนี้ถือเป็นประโยชน์ทางธรรมซึ่งจะก่อให้เกิดพัฒนาการทางจิตของผู้ใช้ไปสู่การพึ่งพาตนเองได้ เพราะการที่เราได้อาศัย พุทธัง สรณัง คัจฉามิ  ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ และสังฆัง สรณัง คัจฉามิ  คือได้ยึดได้อาศัยเอาพระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะในเบื้องต้นก่อน

เปิดประวัติหลวงปู่ทวดหรือสมเด็จเจ้าพะโคะโดย สลากไทพลัส กองสลากไทพลัส

วันนี้ สลากไทพลัส ได้รวบรวมเอาบทความเกี่ยวกับหลวงปู่ทวดหรือสมเด็จเจ้าพะโคะ จากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ข้อมูลนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการเสพข้อมูล

 หลวงปู่ทวด ความเชื่อและความศรัทธา ที่อยู่คู่คนไทยมายาวนาน หลายๆคน ที่มีความศรัทธาทางด้านพระพุทธศาสนา คงเคยได้ยินกันชื่อเสียงเรียงนาม เกี่ยวกับตำนานของพระเกจิอาจารย์อย่าง หลวงปู่ทวด กันมาบ้างแล้ว ซึ่งถือเป็นที่รู้จักกันดีในประเทศไทยจากตำนานท้องถิ่นที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยันความมีอยู่จริง วันนี้แอดมินจะพาทุกคนมาเจาะลึกถึงความเป็นมาของหลวงปู่ทวดกันค่ะ

หลวงปู่ทวด หรือสมเด็จเจ้าพะโคะ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในทุกภูมิภาคในฐานะพระศักดิ์สิทธิ์ที่มีอิทธิปาฏิหารย์จนได้สมญานามว่า หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด โดยผ่านการเล่าเรื่องสืบต่อกันมาไม่รู้จบ ยิ่งนานวัน ยิ่งขยายวงกว้างออกไป กลายเป็นความเชื่อและความศรัทธาที่ฝังใจชาวไทยหลายคน แต่จากการอ้างอิงของหนังสือหลายเล่มที่เป็นตำนานหลักฐานทางประวัติศาสตร์ กล่าวไว้ว่า หลวงปู่ทวดเป็นบุคคลที่มีตัวตนจริงๆ และยังมีเอกสารต่างๆ มายืนยันว่าหลวงปู่ทวดคือใคร เกิดในสมัยใด และได้สร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติและศาสนาไว้อย่างไรบ้าง

ประวัติหลวงปู่ทวด

ในรัชสมัยตอนปลายของพระมหาธรรมราชา แห่งกรุงศรีอยุธยา หรือเมื่อประมาณ 400 ปีที่ผ่านมา ณ หมู่บ้านสวนจันทร์ ตำบลชุมพล ได้มีทารกเพศชายถือกำเนิดจากครอบครัวเล็กๆ ซึ่งเป็นบุตรของนายหู และนางจัน มีนามเดิมว่า ปู มีฐานะยากจน แต่มีจิตใจอันเป็นกุศล ชอบทำบุญทำทาน ยึดมั่นในศีลธรรม และไม่เบียดเบียนใคร ไม่ว่าจะมนุษย์ด้วยกันหรือสัตว์ทั้งหลาย


เล่ากันว่า เมื่อตอนเด็กชายปู ยังคงเป็นทารก หลังจากที่นางจันเลิกอยู่ไฟ ก็ออกไปทำนาเกี่ยวข้าวทันที มีอยู่วันหนึ่ง ได้พาลูกออกไปด้วย และผูกเปลให้ลูกได้นอนใต้ต้นหว้า จากนั้นได้มีงูใหญ่ขึ้นมาพันที่เปล แล้วชูคอแผ่แม่เบี้ย เมื่อนายหู และนางจันเห็นตกใจ พนมมือบอกเจ้าที่เจ้าทาง ขออย่าให้ลูกน้อยได้รับอันตราย ด้วยอำนาจบารมีของเด็กน้อย งูใหญ่จึงคลายลำตัวออกจากเปลเลื้อยหายไป แต่ได้คายลูกแก้วกลมวิเศษ ส่องประกายแวววาวไว้อยู่ข้างๆ นายหูและนางจัน เชื่อว่าเทวดาได้แปลงกายเป็นงูใหญ่ เพื่อนำลูกแก้ววิเศษมาให้ หลังจากนั้นทางครอบครัวก็มีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อเด็กชายปูมีอายุ 7 ขวบ นายหูได้พาเด็กชายปูไปฝากไว้กับท่านสมภารจวง ซึ่งเป็นพี่ชายของนางจันผู้เป็นมารดา ณ วัดกุฏิหลวง เพื่อเล่าเรียนหนังสือ เด็กชายปูมีความเฉลียวฉลาดมาก สามารถเรียนหนังสือทั้งขอมและไทยได้อย่างรวดเร็ว จนเมื่ออายุครบ 10 ขวบ เด็กชายปู ก็บวชเป็นสามเณร นายหูได้มอบแก้ววิเศษให้เป็นสิ่งของประจำตัว 

 


ต่อมาสามเณรปูได้เดินทางไปศึกษาต่อกับพระชินเสนที่วัดสีหยัง (สีคูยัง) ซึ่งเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญและมีชื่อเสียงมากจากกรุงศรีอยุธยา จนครบอายุ 20 ปีบริบูรณ์ ก็ได้เดินทางไปศึกษาต่อที่นครศรีธรรมราช ณ สำนักพระมหาเถระปิยะทัสสี จนกระทั่งได้เข้ารับการอุปสมบท และมีฉายาว่า ราโมธมฺมิโก หรือที่คนทั่วไปเรียกกันว่า เจ้าสามีราม ซึ่งเจ้าสามีรามได้ศึกษาอยู่ที่วัดท่าแพ วัดสีมาเมือง และยังมีวัดอื่นๆอีกหลายวัด

เมื่อเห็นว่าการศึกษาที่นครศรีธรรมราชนั้นเพียงพอแล้ว จึงได้โดยสารเรือสำเภาเดินทางกลับไปยังกรุงศรีอยุธยา และในระหว่างทางนั้นได้เกิดคลื่นลมทะเลปั่นป่วน ณ เมืองชุมพร ทำให้เรือไม่สามารถแล่นฝ่าคลื่นลมไปได้ จึงต้องทอดสมออยู่ถึง 7 วัน เสบียงอาหารและน้ำเริ่มหมด บรรดาลูกเรือได้ตั้งข้อสงสัยว่า การที่เกิดอาเพศในครั้งนี้ อาจจะเป็นเพราะเจ้าสามีราม จึงตกลงใจเพื่อส่งเจ้าสามีรามขึ้นเกาะ จากนั้นจึงนิมนต์ให้เจ้าสามีรามลงเรือเล็ก ระหว่างที่เจ้าสามีรามนั่งในเรือเล็ก ท่านได้นำเท้าลงไปแช่ในน้ำทะเล ก็เกิดความอัศจรรย์ขึ้น น้ำทะเลบริเวณนั้น กลายเป็นน้ำทะเลที่มีประกายแวววาว เจ้าสามีรามจึงบอกให้ลูกเรือตักน้ำขึ้นมาดื่ม และเมื่อดื่มเข้าไปแล้วก็รู้สึกได้ว่าน้ำทะเล กลายเป็นน้ำจืด จากนั้นได้ช่วยกันตักน้ำไว้ให้เพียงพอต่อการประทังชีวิต 

หลักจากนั้น หลวงปู่ทวด ได้เดินทางออกธุดงค์ตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งต่อมาสถานที่นั้นได้กลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ จนเดินทางมาถึงวัดพะโคะที่มีความทรุดโทรมเป็นอย่างมาก หลวงปู่จึงได้เดินทางไปกรุงศรีอยุธยาอีกครั้งเพื่อขอพระราชทานพระกัลปนา นายช่างหลวงจึงบรรทุกศิลาแลงลงเรือสำเภา เพื่อมาบูรณะซ่อมแซมวัดพะโคะ และได้รับพระราชที่ดินนาถวายเป็นกัลปนาขึ้นแก่วัดพัทสิงห์บรรพตพะโคะ

เรื่องราวเหล่านี้ นอกจากหลวงปู่ทวดจะเป็นพระเกจิอาจารย์ ผู้มีคุณูปการต่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนา เป็นผู้มีบทบาทนำในการปกป้องประชาชนจากการปล้นของโจรสลัดมลายูแล้ว ยังเป็นผู้นำทางวัฒนธรรมที่ส่งผ่านมาสู่ชนรุ่นหลัง ให้ได้ศึกษาและเรียนรู้เรื่องราวในท้องถิ่น ซึ่งมีสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจร่วมกัน ทำให้ท้องถิ่นมีความกลมเกลียวเป็นหนึ่งเดียวกัน และจากสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ ในจังหวัดภาคใต้ ปี พ.ศ. ๒๕๕๓ ประชาชนบริเวณใกล้เคียงต่างพากันละทิ้งบ้านเรือนและอพยพไปยังวัดพะโคะ และกราบไหว้ขอให้บารมีของสมเด็จเจ้าพะโคะคุ้มครองท่ามกลางความสิ้นหวังของประชาชนหลายคน

อ่านบทความเพิ่มเติมของ สลากไทพลัส



วันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

เปิดประวัติเกจิอาจารย์ "หลวงปู่โต๊ะ" แห่ง วัดประดู่ฉิมพลีโดย สลากไทพลัส กองสลากไทพลัส

 สลากไทพลัส พามาเปิดประวัติ เกจิอาจารย์ "หลวงปู่โต๊ะ" แห่ง วัดประดู่ฉิมพลี จากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้

อ่านประวัติเกจิอาจารย์ "หลวงปู่โต๊ะ" แห่ง วัดประดู่ฉิมพลี ธนบุรี ครูบาอาจารย์ วัตถุมงคลเลื่องชื่อ พระปิดตา เสริมสิริมงคล


พระราชสังวราภิมณฑ์ (โต๊ะ อินฺทสุวณฺโณ) วัดประดู่ฉิมพลี  เป็นเถราจารย์ที่ผู้คนนับถืออย่างกว้างขวาง มีพระเครื่อง พระปิดตา เป็น วัตถุมงคลเอกของท่าน ด้วยวัตรอันปฏิบัติอันงดงามเป็นที่เคารพศรัทธาของชาวพุทธทุกชนชั้น ท่านถึงพร้อมด้วยบุญบารมีและอิทธิบารมี พระเครื่องของท่านมีปาฏิหาริย์ศักดิ์สิทธิ์ มีประสบการณ์เล่าขานมากมายจากเหนือจดใต้ทั่วประเทศไทย จนกลายเป็นพระหลักยอดนิยมของเมืองไทย และหลวงปู่โต๊ะเป็นภิกษุที่อยู่ในตำแหน่งเจ้าอาวาสยาวนานถึง 68 ปี 

ประวัติ "หลวงปู่โต๊ะ" วัดประดู่ฉิมพลี เกจิ ผู้สร้าง วัตถุมงคล มูลค่าหลักล้าน

หลวงปู่โต๊ะ เกิดเมื่อวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2430 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นบุตรของนายพลอย และนางทับ รัตนคอน มีพี่น้องอยู่ร่วมกัน 2 คน ซึ่งถึงแก่กรรมก่อนหลวงหลวงปู่โต๊ะตั้งนานแล้ว ในวัยเด็ก เด็กชายโต๊ะ ได้เข้าเรียนวิชาอยู่ที่วัดเกาะแก้ว ใกล้บ้านเกิดของท่าน เมื่อมารดาถึงแก่กรรม พระภิกษุแก้ว เห็นความขยันหมั่นเพียรของเด็กชายโต๊ะ จึงได้พาเด็กชายโต๊ะ มาฝากอยู่กับพระอธิการสุข เจ้าอาวาสวัดประดู่ฉิมพลีในสมัยนั้น ส่วนนายเฉื่อยก็ไม่ได้ตามมาด้วย คงอยู่ที่วัดเกาะแก้วเหมือนเดิม ท่านได้มาเรียนหนังสืออยู่ที่วัดประดู่ฉิมพลีอยู่เป็นเวลาอยู่ 4 ปี ก็ได้บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุได้ 17 ปี 

ประวัติ "หลวงปู่โต๊ะ" วัดประดู่ฉิมพลี เกจิ ผู้สร้าง วัตถุมงคล มูลค่าหลักล้าน

พ.ศ. 2447 เมื่อบรรพชาแล้ว ท่านก็มาเรียนศึกษาพระธรรมวินัยอยู่ที่ วัดประดู่ฉิมพลี ทั้งกับพระอธิการคำ และพระอาจารย์พรหม วัดประดู่ฉิมพลีอีกท่านหนึ่งด้วย จนกระทั่งเมื่อมีอายุได้ 20 ปี สามเณรโต๊ะ ได้เข้าพิธีอุปสมบทเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2450 ณ พัทธสีมา วัดประดู่ฉิมพลี โดยมีพระครูสมณธรรมสมาทาน (แสง) วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูอักขรานุสิต (ผ่อง) วัดนวลนรดิศ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูธรรมวิรัต (เชย) วัดกำแพง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาทางธรรมว่า อินทสุวัณโณ

 


เมื่ออุปสมบทแล้ว  หลวงปู่โต๊ะ ได้เรียนศึกษาปฏิบัติคันทธุระ วิปัสสนาธุระ และสอบได้นักธรรมชั้นตรี ต่อมาพระอธิการคำ ได้มรณภาพลง ทางคณะสงฆ์จึงได้แต่งตั้ง หลวงปู่โต๊ะ ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดประดู่ฉิมพลีสืบต่อมาเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2456

ประวัติ "หลวงปู่โต๊ะ" วัดประดู่ฉิมพลี เกจิ ผู้สร้าง วัตถุมงคล มูลค่าหลักล้าน

หลวงปู่โต๊ะ ได้ออกธุดงค์จาริกไปทั่วทุกภาคในประเทศไทย ทั้งภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคใต้ ท่านได้ไปศึกษาพระปริยัติธรรมและเรียนพุทธาคม โดยฝากตัวเป็นศิษย์ครูบาอาจารย์รูปสำคัญหลายรูป เช่น หลวงพ่อรุ่ง วัดท่ากระบือ หลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน เรียนวิปัสสนากรรมฐานกับ หลวงพ่อชุ่ม วัดราชสิทธาราม ส่วนสหธรรมิกของท่านที่มีชื่อเสียงได้แก่ หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ หลวงพ่อแฉ่ง วัดบางพัง หลวงพ่อกล้าย วัดหงส์รัตนาราม และต่อจากนั้นท่านเดินทางไปธุดงค์ ยังภาคเหนือและภาคใต้ ก่อนจะกลับมายังวัดประดู่ฉิมพลี 


หลวงปู่โต๊ะ ท่านได้เริ่มอาพาธด้วยโรคชรา เนื่องจากว่า ตั้งแต่ตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ มีผู้คนมานิมนต์ท่านให้ออกมาให้พร หรือ ขอความช่วยเหลือ ท่านจึงไม่ค่อยมีเวลาพักผ่อน สุขภาพท่านจึงไม่ค่อยแข็งแรง แต่ยังพอฉันอะไรได้ แม้จะรักษาอย่างดีเท่าใด แต่สุขภาพ กายสังขารของท่านก็ไม่อาจจะทนไหว

ประวัติ "หลวงปู่โต๊ะ" วัดประดู่ฉิมพลี เกจิ ผู้สร้าง วัตถุมงคล มูลค่าหลักล้าน

หลวงปู่โต๊ะได้อาพาธครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2524 และก่อนมรณภาพได้เพียง 7 วัน ท่านลุกจากเตียงไม่ได้เลย จนกระทั่งเมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2524 คณะลูกศิษย์ทีเป็นพยาบาล ได้มาถวายรังนกอีก แต่คราวนี้สังเกตได้ว่า แขนของท่าน บวม ท่านอยู่ได้จนกระทั่งเมื่อเวลา 9:55 น. ท่านได้ถึงแก่มรณภาพลงด้วยอาการสงบ รวมสิริอายุได้ 93 ปี 73 พรรษา พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรทรงพระกรุณาโปรดให้เชิญศพไปตั้งที่ศาลา 100 ปี วัดเบญจมบพิตร พระราชทานเกียรติยศศพเป็นพิเศษ เสมอพระราชาคณะชั้นธรรม พระราชทานโกศโถบรรจุศพ

พร้อมฉัตรเบญจาเครื่องประกอบเกียรติยศครบทุกประการ พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์แก่การศพโดยตลอด เสด็จฯ ไปทรงเป็นประธานในการทรงบำเพ็ญพระราชกุศล 7 วัน 50 วัน 100 วัน และตามโอกาสอันควรหลายวาระ พระราชทานเพลิงศพ ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิสริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส

เปิดประวัติหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธอดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่โดย สลากไทพลัส กองสลากไทพลัส

วันนี้ทาง สลากไทพลัส พามาเปิดประวัติ พระเทพวิทยาคม หรือ “หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ” อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ จากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้

 เปิดประวัติ พระเทพวิทยาคม หรือ “หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ” อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ จ.นครราชสีมา ที่แม้ท่านจะละสังขารไปตั้งแต่ปี 2558 ยังคงมีพุทธศาสนิกชนและศิษยานุศิษย์นับถือเคารพศรัทธาเป็นจำนวนมาก



ประวัติ หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ จาก หนังสือที่ระลึกในงานพิธีพระราชทานเพลิงศพครูใหญ่ และครูใหญ่พระเทพวิทยาคม (หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ)

หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 ตุลาคม 2466 แรม 10 ค่ำ เดือน 10 ปีกุน ณ บ้านไร่ หมู่ 6 ตำบลกุดพิมาน อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา บิดาชื่อ นายบุญ ฉัตรพลกรัง มารดาชื่อ นางทองขาว ฉัตรพลกรัง มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 3 คน ประกอบด้วย 1 หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ 2 นางคำมั่น วงษ์กาญจนรัตน์ 3 นางทองหล่อ เพ็ญจันทร์

เมื่ออายุได้ 11 ปี มารดาเสียชีวิต บิดานำไปฝากเป็นศิษย์วัดบ้านไร่ โดยมีพระอาจารย์เชื่อม วิรโช พระอาจารย์ฉาย กิตติญโญ และพระอาจารย์หลี อารกขยโย เป็นครูสอนภาษาไทยและภาษาขอม




เมื่ออายุครบ 21 ปี ได้อุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดถนนหักใหญ่ ตำบลกุดพิมาน อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2487 โดยพระครูวิจารยติกิจ เจ้าคณะอำเภอด่านขุนทด เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการสี วัดบ้านจั่น เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอธิการสุข วัดโคกรักษ์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ต่อมาได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของหลวงพ่อแดง ชินบุตโต วัดบ้านหนองโพธิ์ ตำบลสำนักตะคร้อ อำเภอเทพารักษ์ จังหวัดนครราชสีมา และหลวงพ่อคง พุทธสโร วัดถนนหักใหญ่ ตำบลกุดพิมาน อำเภอด่านขุดทด จังหวัดนครราชสีมา


การศึกษาขณะเป็นสมณะ สอบได้นักธรรมชั้นตรี ที่สำนักเรียนนวัตถนนหักใหญ่ เมื่อได้ศึกษาพระธรรมวินัยด้านปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวทเป็นอย่างดีแล้ว ได้ออกเดินธุดงค์ด้วยเท้าเปล่าจากวัดบ้านไร่สู่พระธาตุพนม จังหวัดนครพนม และเข้าสู่ประเทศลาว (สปป.ลาว) ในประเทศลาวได้ธุดงค์ไปหลายที่ เช่น ภูเขาควาย หลวงพระบาง ทุ่งไหหิน แก่งหลี่ผี มหานทีสี่พันดอน และเข้าสู่ประเทศกัมพูชา ปี พ.ศ. 2500 หลังจากการเดินธุดงค์แล้ว หลวงพ่อกลับมาจำพรรษา ณ วัดบ้านไร่ การจำพรรษาของหลวงพ่อในแต่ละปีนั้น ท่านได้จำพรรษาไปตามวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย


ขณะที่ หลวงพ่อกลับมาจำพรรษา ณ วัดบ้านไร่นั้น ท่านได้นำชาวบ้านก่อสร้างโรงเรียนบ้านไร่ โดยไม่ได้ใช้งบประมาณจากทางราชการแต่อย่างใด และยังบริจาคเงินก่อสร้างวัด หน่วยงานราชการต่าง ๆ มากมาย ทั้งโรงพยาบาล สถานีอนามัย โรงเรียน วิทยาลัย สถานีตำรวจ บ้านพักตำรวจ ที่ว่าการอำเภอ ถนน รวมทั้งบริจาคเงิน เพื่อจัดซื้ออุปกรณ์ช่วยชีวิต รถพยาบาล รถดับเพลิง เครื่องมือแพทย์ เวชภัณฑ์ต่าง ๆ เป็นต้น จากคุณงามความดีของท่านมากมาย จึงได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานสัญญาบัตรพัตยศ ณ พระที่นั่งอมรินทร์วินิจฉัยในพระบรมมหาราชวัง ดังต่อไปนี้


12 สิงหาคม 2535 พระราชทานสัญญาบัตรพัตยศ ที่พระญาณวิทยาคมเถระ


10 มิถุนายน 2539 พระราชทานสัญญาบัตรพัตยศ เลื่อนสมณศักดิ์ที่พระราชวิทยาคม


12 สิงหาคม 2557 รับพระราชทานสัญญาบัตรพัตยศ เลื่อนสมณศักดิ์ ที่พระเทพวิทยาคม


และได้รับแต่งตั้ง เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 11 โดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2546




หลวงพ่อได้ถวายเงินแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช โดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย วันที่ 11 มกราคม 2538 ณ วัดบ้านไร่ จำนวน 72,000,000 บาท (เจ็ดสิบสองล้านบาท) และถวายอีกครั้งในวันที่ 18 เมษายน 2551 ณ พระราชตำหนักจิตรลดารโหฐานพระราชวัง จำนวน 100,000,000 บาท (หนึ่งร้อยล้านบาท) ประมาณการเงินที่บริจาคเพื่อเป็นปัจจัยสร้างวัด หน่วยงานราชการและเอกชน เพื่อเป็นสาธารณประโยชน์ สาธารณสงเคราะห์ มีมากถึง 4,000,000,000 บาท (สี่พันล้านบาท)

หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ มรณภาพ เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2558 สิริอายุ 92 ปี 71 พรรษา

เปิดประวัติความเป็นมาของหลวงพ่อกวย ชุตินธโรวัดโฆสิตาราม โดย สลากไทพลัส กองสลากไทพลัส


วันนี้ สลากไทพลัส พามาเปิดประวัติหลวงพ่อกวย ชุตินธโรวัดโฆสิตาราม เกจิดังแห่งจังหวัดชัยนาทโปรดใช้วิจารณญาณในการเสพข้อมูล



เปิดประวัติ "หลวงพ่อกวย ชุตินธโร" วัดโฆสิตาราม เกจิดังแห่งจังหวัดชัยนาท

"หลวงพ่อกวย ชุตินธโร" อดีตเจ้าอาวาสวัดโฆสิตาราม เป็นพระเกจิชื่อดังรูปหนึ่งของจังหวัดชัยนาท เป็นพระเกจิอาจารย์เรืองวิทยาคมรุ่นเก่าอีกรูปหนึ่ง ของจังหวัดชัยนาท ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วภาคกลาง

“หลวงพ่อกวย” เดิมชื่อ กวย ปั้นสน เกิดเมื่อวันที่ 2 พ.ย.2448 ที่หมู่บ้าน บ้านแค หมู่ 9 ต.บางขุด อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท  เป็นบุตรคนสุดท้องของ นายตุ้ย-นางต่วน เดชมา

“หลวงพ่อกวย ชุตินธโร” เข้าพิธีอุปสมบท เมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2467 ที่วัดโบสถ์ ต.โพธิ์งาม อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท โดยมี พระชัยนาทมุนี เป็นพระอุปัชฌาย์, หลวงพ่อปา วัดโบสถ์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ เเละ พระอาจารย์หริ่ง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า ชุตินธโร แปลว่า ผู้ตัดกิเลส

“หลวงพ่อกวย” จำพรรษาที่วัดบ้านแค ตอนนั้น หลวงปู่มา เป็นเจ้าอาวาส พระกวย หัดเทศน์เวสสันดรชาดก หลังจากนั้นได้ไปเรียนวิชาแพทย์โบราณกับหมอเขียน เพื่อเรียนวิชารักษาโรคระบาด หรือโรคห่าเเละโรคไข้ทรพิษ ศึกษาสรรพวิชาจากพระเกจิอาจารย์ชื่อดังหลายรูป ครั้งหนึ่งไปจำพรรษาที่วัดบางตาหงาย อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ ได้เรียนวิชากับ หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ เรียนวิชาทำแหวนแขน, ตะกรุด, มีดหมอ และอื่นๆ ศิษย์ร่วมรุ่นของหลวงพ่อที่เป็นที่รู้จักกัน คือ หลวงปู่พิมพา วัดหนองตางู อ.บรรพตพิสัย

ต่อมา เมื่อช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง จึงกลับมาอยู่วัดบ้านแค สักยันต์ให้ศิษย์ มีชื่อเสียงโด่งดังมาก ขนาดสักกันทั้งกลางวันกลางคืน หลวงพ่อกวยไม่ชอบการก่อสร้าง ชอบความเป็นอยู่สมถะ แม้กุฏิของหลวงพ่อก็เป็นไม้ทรงไทยโบราณ แต่การก่อสร้างนั้น หลวงพ่อยกหน้าที่ให้กรรมการวัด แม้การก่อสร้างก็ให้กรรมการวัดและชาวบ้านทำ ดังนั้น วัดบ้านแคจึงมีแต่กุฏิเก่าๆ

“หลวงพ่อกวย ชุตินธโร” มรณภาพอย่างสงบ เมื่อวันที่ 12 เม.ย.2522 สิริอายุ 74 ปี พรรษา 54 วัตถุมงคลที่หลวงพ่อกวยสร้างและปลุกเสกนั้น เป็นที่ทราบกันดีในหมู่ลูกศิษย์และผู้ที่ศรัทธาว่า เป็นของดีมีพุทธคุณสูง มีประสบการณ์เป็นที่เล่าขานกันถึงความศักดิ์สิทธิ์ และมีราคาค่านิยมสูงในวงการพระเครื่อง วัตถุมงคลของท่านเป็นที่เคารพเลื่อมใสและได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง อาทิ พระสมเด็จปรกโพธิ์เก้าใบ พระสมเด็จหลังรูปเหมือน พระแหวกม่าน พระรูปเหมือนปั๊มรุ่นแรก และเหรียญรุ่นแรก หลังยันต์มงกุฎพระพุทธเจ้า ฯลฯ จึงล้วนเป็นที่นิยมและแสวงหาอย่างสูง เพื่อนำมากราบไหว้ขอพรให้เกิดความสิริมงคลแก่ชีวิต

อ่านบทความเพิ่มเติมของ สลากไทพลัส

ความเป็นมาของถ้ำนาคา บึงกาฬโดย สลากไทพลัส กองสลากไทพลัส
ความเป็นมาของแป๊ะโรงสีโดย สลากไทพลัส กองสลากไทพลัส
ความเป็นมาประวัติพญาครุฑโดย สลากไทพลัส กองสลากไทพลัส

วันพฤหัสบดีที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

ความเป็นมาของถ้ำนาคา บึงกาฬโดย สลากไทพลัส กองสลากไทพลัส

 สลากไทพลัส ได้รวบรวมเอาบทความเกี่ยวกับความเป็นมาของถ้ำนาคาบึงกาฬจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือเป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการเสพข้อมูล

   ถ้าพูดถึงตำนานความเชื่อของคนไทยแล้ว ตำนานพญานาค เป็นเรื่องของความเชื่อ ความศรัทธา ที่ผูกพันกับวิถีชีวิตของคนไทยมาอย่างยาวนาน และแน่นแฟ้นมากๆ โดยเฉพาะในภาคอีสาน ที่จะมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับ พญานาค อยู่มากมาย และหนึ่งในนั้นก็คือที่นี่ค่ะ ถ้ำนาคา บึงกาฬ ถ้ำสวย Unseen สุดลึกลับ ใน อุทยานแห่งชาติภูลังกา 

9 ที่พักบึงกาฬ ใกล้ถ้ำนาคา ราคาถูก ไปเที่ยว ถ้ำนาคา แล้วมาแวะเช็คอิน ฟินทั้งสายมู สายเที่ยว

คาถา บูชาพ่อปู่อือลือ แห่ง บึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ และวิธีไหว้ขอพรให้สมหวัง

วิธีเดินทางไปถ้ำนาคา พร้อมคำแนะนำจากประสบการณ์จริง @บึงกาฬ

ถ้ำนาคา บึงกาฬ ตำนานพญานาค ที่เที่ยวธรรมชาติ

ถ้ำนาคา บึงกาฬ ถ้ำสวย 





 เปิดตำนานพญานาค

      ถ้ำนาคา เป็นถ้ำที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ อุทยานแห่งชาติภูลังกา อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ ค่ะ และตั้งอยู่ใกล้กับ วัดถ้ำชัยมงคล ความสวมงามแปลกตาของที่นี่กก็คือ รูปทรงของหินขนาดใหญ่ ที่มีรูปร่างเหมือน งูยักษ์ หรือ พญานาค นั่นเอง ทำให้ถ้ำแห่งนี้ เป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งสำหรับคนที่ชอบธรรมชาติ และเรื่องลึกลับ

 ถ้ำนาคา บึงกาฬ ตำนานพญานาค

 ถ้ำนาคา บึงกาฬ ตำนานพญานาค

      ภายในถ้ำ จะพบกับหินที่มีรูปร่างคล้ายกับลำตัวของพญานาค ซึ่งถ้ามองไปจะคล้ายๆ กับเกล็ดของงูขนาดใหญ่ และปกคลุมไปด้วยมอสสีเขียว ดูสวยงาม แต่ก็น่าพิศวงด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ยังมีการพบหินที่มีลักษณะเหมือนเป็นส่วนหัวของงูยักษ์ในบริเวณที่ไม่ไกลกันมากจากตัวถ้ำอีกด้วย

 ถ้ำนาคา บึงกาฬ ตำนานพญานาค



ส่วนหัวพญานาค แห่งที่ 2

     และไม่นานมานี้ ทางทีมสำรวจได้ทำการค้นพบ ส่วนหัวพญานาคแห่งที่ 2 โดยหินตรงนี้จะมีลักษณะคล้ายกับหัวงูยักษ์ และมีเกล็ดที่เห็นเด่นชัด เรียกได้ว่าน่าอัศจรรย์ใจมากๆ โดยส่วนหัวพญานาคที่ 2 นี้ ตั้งอยู่ในเส้นทางเดินธรรมชาติ หน่วยพิทักษ์ฯ พระธาตุเจดีย์ อยู่ระหว่าง ยอดเจดีย์กองข้าวศรีบุญเนาว์ ไปยอดเจดีย์พระอาจารย์เสาร์ เจดีย์หลวงปู่วังค่ะ 


พญานาค บึงกาฬ ถ้ำนาคา


พญานาค บึงกาฬ ถ้ำนาคา


พญานาค บึงกาฬ ถ้ำนาคา



ตำนานพญานาค

       ตำนานพญานาค ของถ้ำนี้ ชาวบ้านมีความเชื่อที่ว่า ถ้ำนาคา คือ พญานาค หรือ งูยักษ์ ที่ถูกสาปให้กลายเป็นหินนั่นเอง ด้วยสาเหตุที่ว่า บริวารของพญานาค ผู้ครองเมืองบาดาล ไปมีสัมพันธ์สวาทกับมนุษย์ และเมืองบาดาลที่พญานาคและบริวาร อาศัยอยู่ก็คือ บึงโขงหลง ในจังหวัดบึงกาฬปัจจุบันค่ะ


พิกัด ตามรอย พญานาค 18 สถานที่ เปิดตำนาน เมืองบาดาล อันศักดิ์สิทธิ์

คาถาบูชา พญานาค เสริมโชคลาภ บันดาลทรัพย์

 

 ถ้ำนาคา บึงกาฬ ตำนานพญานาค


 



ความเป็นมาของแป๊ะโรงสีโดย สลากไทพลัส กองสลากไทพลัส

 สลากไทพลัส ได้รวบรวมเอาบทความเกี่ยวกับประวัติของแป๊ะโรงสีจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือเป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการเสพข้อมูล

 เซียนแป๊ะโรงสี คือใคร ทำไมผู้คนนับถือกันมากหน้าหลายตา

เซียนแป๊ะโรงสี หรือ อาจารย์โง้วกิมโคย เดิมทีชื่อกิมเคย แซ่โง้ว เป็นชาวจีนที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่อายุ 10 ขวบ เมื่อประมาณอายุ 22 ปี ได้สมรสกับนาง นวลศรี เอี่ยมเข่ง มีบุตรด้วยกัน 10 คน อาแปะประกอบอาชีพค้าขายข้าวเปลือก และได้ตั้งโรงสีชื่อว่า โรงสีไฟทองศิริ ที่ปากคลองเชียงรากเยื้อง ๆ กับวัดศาลเจ้าและได้โอนสัญชาติจากจีนเป็นไทย รวมทั้งเปลี่ยนชื่อเป็น นายนที ทองศิริ กิจการโรงสีของอาแปะมั่นคงมากขึ้น ทำให้เป็นที่รู้จักกันในนามว่า “แปะกิมเคย”

ท่านเป็นคนชอบช่วยเหลือคนอื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน ทำให้เป็นที่เคารพของคนทั่วไปโดยเฉพาะในกลุ่มของพ่อค้าแม่ค้า และเป็นที่เล่าต่อกันมาว่าแป๊ะโรงสีนั้นมีองค์ของพ่อปู่ศาลเจ้าพ่อวัดศาลเจ้าอีกด้วย โดยในงานประจำปีท่านจะจุดธูปเพื่อปัดเป่าลมฝน ซึ่งฝนก็จะไม่ตกและท้องฟ้าก็ดูแจ่มใสอีกเช่นกัน อาแปะได้ทำการบูรณะศาลเจ้าในยามที่การคมนาคมลำบาก แต่ท่านก็ไม่ละความพยายาม จนทำสำเร็จ นอกจากการบูรณะศาลเจ้าแล้ว เซียนแปะโรงสียังเป็นผู้กำหนดวันจัดงานประจำปีของศาลเจ้าพ่อวัดศาลเจ้าเป็นวันขึ้น 5 ค่ำ เดือน 1 ถึงวันขึ้น 8 ค่ำเดือน 1 รวม 4 วัน 4 คืน ซึ่งทางชาวจีนเรียกช่วงนี้ว่า “เจียง่วย ชิวโหงว ถึง เจียง่วย ชิวโป้ย” และได้ถือเป็นประเพณีตลอดมาจนถึงปัจจุบัน

อีกทั้งท่านเก่งเรื่องดูโหงวเฮ้ง ฮวงจุ้ยต่าง ๆ ในการตั้งบริษัทหรือบ้าน โดยคนที่ให้ท่านชี้แนะกลับไปต่างก็ประสบความสำเร็จกันถ้วนหน้า บรรดาผู้คนทั้งจากในไทยและต่างประเทศต่างพากันมาหาท่าเพื่อขอคำชี้แนะเรื่องทำเลที่ตั้ง ฮวงจุ้ยของบริษัทห้างร้าน จึงเป็นที่มาว่าทำไมผู้คนต่างนับถือเซียนแป๊ะโรงสีผู้นี้ อาแปะโรงสีได้เสียชีวิตในปี 2526 แต่ชื่อเสียงก็ยังคงอยู่จนถึงปัจจุบันนี้



เซียนแปะโรงสี วัดศาลเจ้า

อาแปะโรงสี อยู่ที่ไหน แผนที่ไปยากไหม หาคำตอบได้ที่นี่

ศาลเจ้าของอาแปะโรงสีนั้นอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากเท่าไหร่ แค่ที่ปทุมธานีนี่เอง หากอยากไปสักการะขอพรแป๊ะโรงสีสักหน่อย สามารถไปได้ที่วัดศาลเจ้า อ.เมืองปทุมธานี จ.ปทุมธานี ยิ่งมีรถยนต์ส่วนตัวก็ยิ่งสะดวกเข้าไปอีก ซึ่งนอกจากจะได้ไปบูชาแป๊ะโรงสีแล้ว คุณยังสามารถแวะไปเที่ยวตลาดริมน้ำวัดศาลเจ้าได้อีกด้วย สามารถไปกินเที่ยวชมกันได้ แต่ถ้าจะไปมีข้อแนะนำคือควรหลีกเลี่ยงวันหยุดเสาร์อาทิตย์และวันนักขัตฤกษ์ เพราะคนจะหลั่งใหลมาสักการะเซียนแปะโรงสีกันมากเลยทีเดียว และศาลจะปิดทุกวันจันทร์


ที่ตั้ง เลขที่ 2/1 หมู่ 3 ซอยวัดมะขาม ถนนติวานนท์ ตำบลบ้านกลาง อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี 12000  เบอร์โทรติดต่อ 02-598 0203 สามารถตามแผนที่ข้างล่างนี้ไปได้เลย



คาถาขอพรอาแปะโรงสี วิธีบูชาอาแปะโรงสี บูชาอย่างไรให้ถูกต้อง รวย ๆ กันถ้วนหน้า

1.ก่อนแขวนบูชาจุดธูป 16 ดอกนอกบ้าน บอกเจ้าที่เพื่อจะขอแขวนผ้ายันต์ และอัญเชิญอาแปะเข้าบ้าน 


2.จากนั้นให้นำผ้ายันต์แขวนบนผนัง โดยให้ผ้ายันต์หันออกหน้าร้าน  


3.เอากิมฮวย 1 คู่ ติดตรงกลางด่านล่างของรูปและปักธูปไม่จุด 5 ดอก และ แขวนพวงมาลัยพลาสติก 1 พวง บนกรอบด้านบน เป็นอันเสร็จพิธี สามารถถวายพวงมาลัยสดเพิ่มได้ ทั้งนี้กิมฮวยธูป 5 ดอก และพวงมาลัยพลาสติกควรเปลี่ยนปีละ 1 ครั้ง 4. กิมฮวย 1 คู่  ธูป ดอก พวงมาลัยพลาสติก 1 คู่ ให้ไหว้วันชิวโหงว วันที่ห้า ของวันตรุษจีน วันที่เจ้ากลับลงมาจากสวรรค์ คำอธิฐานขอพรอาแปะโง้วกิมโคย (เซียนแปะสามตา) เทียน กัว สื่อ ฮก โหงว ลี่ ขอให้ฟ้าประทานพร โชคลาภ ความมั่งคั่ง ร่ำรวย สุขภาพแข็งแรง อายุยืนยาว



ผ้ายันต์อาแปะโรงสีของแท้

ของไหว้บูชาอาแปะโรงสี เพื่อความเป็นสิริมงคล

1.ส้ม 5 ลูก


2.น้ำชา 5 ถ้วย


3.ขนมแต้เหลียว 1 จาน


4.กิมฮวย 1 คู่


5.ธูป 5 ดอก


6.พวงมาลัยพลาสติก 1 คู่


7.ไหว้วันชิวโหงว วันที่ห้า ของวันตรุษจีน วันที่เจ้ากลับลงมาจากสวรรค์


วิธีไหว้เซียนแปะโรงสีอย่างถูกต้อง

โดยที่จะเชื่อกันว่าหากใครพกหรือบูชาผ้ายันต์อาแปะโรงสีจะช่วยเสริมดวง ทำการค้าขายได้ดี ปลดหนี้ นำพาโชคลาภเงินทองเข้ามา กันสิ่งไม่ดีออกจากตัวได้ แม้แต่เจ้าสัวซีพียังห้อยเหรียญของแป๊ะโรงสีไว้กับตัวเลยด้วย โดยเหรียญรุ่นแรกของเซียนแป๊ะโรงสีก็ได้บริษัทซีพีเป็นผู้สร้างถวาย สำหรับใครที่ตามหาผ้ายันต์ อาแปะโรงสี ราคาไม่แพง สามารถหาซื้อได้ใน Shopee เลย มีขายเพียบ


หากใครสนใจที่อยากจะไปสักการะบูชาอาแปะโรงสีที่วัดศาลเจ้า จังหวัดปทุมธานีก็สามารถแวะเข้าไปกันได้ อยากเสริมดวงปี 2564 ให้ดีขึ้นก็เอามาบูชาได้ แต่เรื่องราวต่าง ๆ ที่ได้นำเสนอมานี้เป็นเพียงแค่ความเชื่อส่วนบุคคล และเรื่องราวนี้เป็นเรื่องที่เล่าสืบต่อกันมาในความศักดิ์สิทธิ์ของท่าน ควรใช้วิจารณญาณในการวิเคราะห์ให้เหมาะสม

วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

ประวัติความเป็นมาตำนานไอ้ไข่วัดเจดีย์โดย สลากไทพลัส กองสลากไทพลัส

สวัสดีวันนี้ สลากไทพลัส ได้รวบรวมเอาบทความเกี่ยวกับประวัติตำนานไอ้ไข่วัดเจดีย์จากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ข้อมูลนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการเสพข้อมูล

 เปิดตำนาน “ไอ้ไข่” เด็กวัดเจดีย์ ขออะไรก็สมหวัง พร้อมวิธีบนไอ้ไข่

เปิดตำนาน “ไอ้ไข่” เด็กวัดเจดีย์ ขออะไรก็สมหวัง พร้อมวิธีบนไอ้ไข่

ไอ้ไข่ วัดเจดีย์ ขอเงินได้เงิน จริงหรือ?

พลังศรัทธาที่ทำให้คนทั้งประเทศแห่ไปไหว้

บูชายังไง แก้บนยังไง เรามีคำตอบ!

ก่อนหวยออกจะซื้อเลขอะไร จะไปเอาเลขที่ไหน นาทีนี้ เวลานี้มันก็ต้อง “ไอ้ไข่” วัดเจดีย์ นครศรีธรรมราช ค่ะ นาทีนี้ “ไอ้ไข่” หรือ “ตาไข่” ฮอตมากก ยิ่งใกล้หวยออก บอกเลยว่าคนแน่นวัดมากเวอร์ บางคนอาจจะไม่รู้จักไอ้ไข่ วันนี้ปันโปรจะพาไปรู้จักกับ “ไอ้ไข่” ขอได้ไหว้รับ วิธีบนไอ้ไข่วัดเจดีย์ให้สมหวัง วิธีบูชาไอ้ไข่ จะแม่นขนาดไหนตามมาดูกันค่ะ

อิทธิฤทธิ์ไอ้ไข่

ไอ้ไข่ สโลแกน “ขอได้ ไหว้รับ”

ไอ้ไข่วัดเจดีย์ หรือ ตาไข่วัดเจดีย์ คือรูปไม้แกะสลักของเด็กชายอายุประมาณ 9 -10 ขวบ ตั้งอยู่ในศาลาในวัดเจดีย์ นครศรีธรรมราช ชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่สถิตย์อยู่ ณ วัดแห่งนี้

ชื่อของ “ไอ้ไข่ เด็กวัดเจดีย์” จาก ต.ฉลอง อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช น่าจะติดอยู่ในอันดับต้น ๆ ด้วยอภินิหารต่าง ๆ ที่ชาวบ้านท้องถิ่นเล่าขานกันมาเรื่อย ๆ คนส่วนใหญ่จะเดินทางไปเพื่อนำหุ่นไก่ขนาดต่าง ๆ ไปถวายวัด และหุ่นไอ้ไข่ โดยมีความเชื่อว่า “ขอได้ไหว้รับ” โดยเฉพาะโชคลาภ และการค้าขาย มันจะนำความโชคดีมาสู่คนที่เอาของมามอบให้ จากนั้นจะไปจุดประทัด ที่บริเวณกองประทัด ซึ่งถ้าใครไปบ่อยจะรู้เลยว่าเสียงประทัดดังตลอดเวลาแทบทั้งวัน โดยเฉพาะ “วันก่อนหวยออก” เพราะเชื่อกันว่า ยิ่งจุดประทัดเสียงดังเท่าไร โชคลาภจะเพิ่มมากขึ้นค่ะ

ประวัติไอ้ไข่ วัดเจดีย์

เมื่อก่อนนั้นบริเวณวัดเจดีย์เคยเป็นวัดร้าง ว่ากันว่าสร้างมาแล้วกว่า 1,000 ปี เหลือเพียงเจดีย์โบราณ ที่อยู่ตรงบริเวณโบสถ์ในปัจจุบัน จนเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2500 ก็ได้มีการบูรณะวัดเจดีย์ขึ้นมาใหม่ ทำให้มีพระภิกษุเข้ามาอยู่ประจำวัด และเป็นที่ประดิษฐานของ พ่อท่าน พระพุทธรูปเก่าแก่ที่อยู่มาตั้งแต่ยังเป็นวัดร้างค่ะ

ไอไข่

ซึ่งประวัติของ “ไอ้ไข่” นั้นมีหลายแบบมาก ๆ แต่ที่ได้ยินกันต่อ ๆ มาคือไอ้ไข่คือวิญญาณเด็กที่ติดตามหลวงพ่อทวด เมื่อหลวงพ่อทวดธุดงค์มาถึงวัดร้างแห่งนี้ และรับรู้ด้วยญาณของท่านว่าที่นี่มีทรัพย์สินโบราณฝังอยู่ จึงอยากให้วิญญาณดวงนี้เฝ้าดูแลรักษาทรัพย์สินของแผ่นดิน อยู่ที่วัดแห่งนี้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา บางตำนานบอกว่า ไอ้ไข่ คือเด็กลูกชาวบ้านแถวนั้นที่เคยวิ่งเล่นอยู่ในวัดตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นวัดโบราณ แต่ต่อมาเด็กคนนั้นประสบอุบัติเหตุตกน้ำเสียชีวิต วิญญาณของเด็กคนนั้นก็เลยผูกพันอยู่กับวัดก็สถิตย์ที่วัดแห่งนี้ตลอดมา

อภินิหาร “ไอ้ไข่”อิทธิฤทธิ์ไอ้ไข่

เมื่อปี พ.ศ. 2526 “พ่อท่านเทิ่ม” เจ้าอาวาสวัดเจดีย์ในตอนนั้นได้สร้างเหรียญบูชาไอ้ไข่ เป็นรุ่นแรก พร้อมกับพัฒนาวัดมาเรื่อย ๆ แต่ตอนนั้นพื้นที่บริเวณนี้ยังมีความเคลื่อนไหวของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ เลยมีกองร้อยทหารพรานมาตั้งฐานที่วัดชั่วคราว คืนแรกไอ้ไข่ก็ป่วนทหารทั้งกองค่ะ ไม่ว่าจะเป็น การดึงแขนดึงขา เอาปืนตีศีรษะ ล้มราวปืน พอวันรุ่งขึ้นทหารก็ได้เอาเรื่องที่เจอมาเล่าให้ชาวบ้าน ชาวบ้านก็เล่าเรื่องไอ้ไข่ให้ฟัง แล้วแนะนำพวกทหารว่าเวลาทำอาหารกินกันก็อย่าลืมทำเครื่องเซ่นให้ไอ้ไข่ด้วย ไม่น่าเชื่อว่าพอพวกทหารทำแบบนั้น เรื่องที่เจอไอ้ไข่มาป่วนก็ไม่เกิดขึ้นเลย ทุกคนนอนกันอย่างมีความสุข จากนั้นเรื่องของไอ้ไข่ก็เป็นตำนานที่รู้มากขึ้นเพราะทหารพรานเอาเรื่องนี้มาเล่าต่อให้คนอื่น ๆ ได้รู้

วิธีบนบาน-แก้บน-ของแก้บน

บน “ไอ้ไข่”อย่างไรให้ค้าขายดี

ใครที่ชอบเล่นหวยก็จะรู้ว่าที่นี่แม่นมากกก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราต้องยึดถือ “สัจจะ” ให้มั่นค่ะ เมื่อบนบานศาลกล่าวอะไรไว้ ต้องนำสิ่งของนั้นมาแก้บนด้วย อย่างที่ชาวบ้านพูดกันว่า “ขอได้ ไหว้รับ”

วิธีบนบาน

จุดธูป 3 ดอก สวดคาถาบูชาข้างต้น แล้วขอพรด้วยใจแน่วแน่ แนะนำว่าให้ขอทีละเรื่อง บอกกล่าวให้ชัดเจน เช่น ถ้าอยากขอให้รวย ก็บอกเจาะจงไปเลยว่าอยากมีรายได้เดือนละเท่าไหร่

วิธีแก้บน

จุดธูป 1 ดอก พร้อมถวายของที่บนไว้ สวดคาถาบูชาข้างต้น แล้วบอกกล่าวว่า “ข้าพเจ้าได้บนบานเรื่อง...............เอาไว้ บัดนี้ด้วยบารมีของไอ้ไข่ เด็กวัดเจดีย์ ได้ทำให้สมปรารถนาแล้วทุกประการ ข้าพเจ้าจึงนำของมาถวายเพื่อแก้บน ด้วยถือสัจจะเป็นที่ตั้ง ขอให้การบนบานครั้งนี้ขาดจากกันนับแต่บัดนี้ด้วยเทอญ” (โดยธรรมเนียมโบราณแล้วของที่ถวายแก้บนจะไม่นิยมนำมารับประทานต่อ

ของแก้บนที่คนนิยม

ปูนปั้นรูปไก่ เพราะเชื่อกันว่าไอ้ไข่ชอบ

การจุดประทัด เป็นสัญลักษณ์แห่งความลุล่วง ฤกษ์งามยามดี

กลองยาวแก้บน มักจัดแสดงในวันอังคารและวันเสาร์

ของเล่นเด็กผู้ชาย ชุดทหาร ตำรวจ หนังสติ๊ก

น้ำแดง

ขนมเปี๊ยะ

ประวัติความเป็นมาป่าคำชะโนดโดย สลากไทพลัส กองสลากไทพลัส

 สวัสดีวันนี้ สลากไทพลัส ได้รวบรวมเอาบทความเกี่ยวกับตำนานป่าคำชะโนดจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ข้อมูลนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการเสพข้อมูล

“ป่าคำชะโนด” อันลี้ลับ.

ตำนาน “คำชะโนด” เมืองพญานาค มีเรื่องเล่ามากมายมานานแสนนาน ของแบบนี้เชื่อไม่เชื่ออย่าได้ลบหลู่เป็นเด็ดขาด สุดแท้ยากจะหยั่งถึง

“หนองกระแส” หรือ “หนองแส” ในอดีต ดินแดนที่ตั้งอยู่เหนือขึ้นไปในเขตประเทศลาว เล่าลือสืบต่อๆกันมานมนานแล้วว่าที่นั่นคือดินแดน “เมืองพญานาค” ว่ากันว่า...ดินแดนส่วนหนึ่งมี “เจ้าพ่อพญาศรีสุทโธ” ปกครองอยู่ ส่วนที่เหลือก็ตกอยู่ในอำนาจครอบครองของ “เจ้าพ่อสุวรรณนาค”

ดินแดนทั้งสองขั้วอำนาจอยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุข สามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มีอาหารก็แบ่งกัน มีทุกข์ร้อนก็ช่วยเหลือเกื้อกูลกันไปตามประสา แต่มีข้อตกลงสำคัญกันว่า “ถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดออกไปล่าเนื้อหาอาหาร อีกฝ่ายจะต้องไม่ออกไปเพราะอาจเกิดทะเลาะเบาะแว้งกันได้”

หาอาหารมาได้ก็แบ่ง 2 ส่วน เอามาแบ่งกัน

อยู่มาวันหนึ่งก็เกิดปัญหา เมื่อมีข้อขัดข้องหมองใจเรื่องการแบ่งสรรปันอาหาร กระทั่งแคลงใจกัน คิดว่าอีกฝ่ายเล่นไม่ซื่อ มีนอกมีใน ไม่ปฏิบัติตามสัญญา แม้ว่าอีกฝ่ายจะชี้แจงแถลงไขแต่ก็

ไม่ยอมเชื่อ จนเกิดแตกหัก ทะเลาะกัน ถึงขั้นประกาศสงครามกันในที่สุด

การต่อสู้เอาเป็นเอาตายหวังชนะก็เกิดขึ้น ทำให้พื้นที่เสียหายมหาศาลถึงขั้นที่ว่า...พื้นโลกสะเทือน เกิดแผ่นดินไหว เทวดาน้อยใหญ่ต่างก็ได้รับความเดือดร้อนไปทั้ง 3 ภพ

SPONSORED

ความล่วงรู้ไปถึงหู “พระอินทร์” จึงลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ตรัสโองการให้นาคทั้งสองฝ่ายหยุดรบ ตัดสินให้ถือว่าเสมอกันไม่มีใครแพ้ใครชนะ หันมาช่วยกันสร้างแม่น้ำคนละสาย ใครสร้างถึงทะเลก่อนก็จะให้เอา “ปลาบึก” ไปอยู่ในแม่น้ำสายนั้น และป้องกันไม่ให้ทะเลาะกันอีกจึงเอาเขาดงพญาไฟเป็นเขตกั้น ห้ามข้ามไปรุกรานกันอีกต่อไป กล่าวกันว่า...แม่น้ำสายหนึ่งมีชื่อเรียกว่า “แม่น้ำโขง” และอีกสายเรียกว่า “แม่น้ำน่าน”

“พญาศรีสุทโธ” สร้างแม่น้ำโขงเสร็จก่อน จึงเหาะไปเฝ้าพระอินทร์ทูลขอทางขึ้นลงระหว่างเมืองบาดาลกับโลกมนุษย์เอาไว้ 3 แห่ง ได้แก่ ที่ธาตุหลวงนครเวียงจันทน์ ที่หนองคันแท และที่พรหมประกายโลก หรือคำชะโนด นั่นเอง

ต้นคำชะโนด

“ต้นคำชะโนด” ลักษณะเสมือนเป็นการรวมเอาต้นมะพร้าว ต้นหมาก ต้นตาลมาผสมสายพันธุ์เอาไว้ในสัดส่วนพอๆกันอย่างลงตัว

เรื่องเล่ามากมายเกิดขึ้นที่ “ป่าคำชะโนด” บนเนื้อที่ราว 20 ไร่แห่งนี้ นับจากชาวบ้านม่วง บ้านเมืองไพร บ้านวังทอง อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี ที่เล่าว่าได้มีโอกาสได้พบเห็น ชาวเมืองคำชะโนดทั้งผู้หญิง ผู้ชายที่ไปเที่ยวงานบุญประจำปี หรือ “บุญมหาชาติ”

ผู้หญิงคำชะโนดมายืมเครื่องมือ “ทอหูก” หรือ “ฟืม” ไปทดผ้าอยู่เป็นประจำ อีกทั้งยังมีตำนานเรื่องเล่า “ผีจ้างหนัง” ที่หลายคนอาจเคยได้ยินได้ฟังกันมาบ้าง ก็เกิดขึ้นที่ดินแดนป่าคำชะโนดแห่งนี้ด้วยเช่นกัน

“คำชะโนด” เสมือนดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ได้รับการปรับปรุงให้คนนอกเดินทางเข้าไปสักการะได้อย่างสะดวก

จะว่าไปแล้ว ดินแดนแห่งนี้สำหรับผู้มาเยือนครั้งแรกหลายคนอาจให้ความรู้สึกได้ถึงความลี้ลับบางอย่างที่สงบเย็นแบบที่ยากจะอธิบาย ด้วยบรรยากาศที่ “เงียบ” และ “เย็น” ปกคลุมด้วยต้นไม้สูงใหญ่...ต้นคำ

ชะโนด ประหนึ่งว่าผู้มาเยือนนั้นได้หลุดเข้าไปในโลกแห่งอดีตก็ไม่ปาน

ผีจ้างหนัง

หลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นบางอย่างก็ยากที่จะพิสูจน์ บางอย่างก็มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์รองรับ เอาเรื่องที่พิสูจน์ได้ยากกันก่อน...อย่างเรื่องเล่า “ผีจ้างหนัง” คนอีสานเรียกว่า “ผีบังบด” หรือบ้างก็ว่าเป็น “เมืองลับแล” ดินแดนที่ผู้คนไม่สามารถที่จะมองเห็นได้ทั่วไป นอกเสียจากว่าจะมีอะไรมาดลใจให้เห็น

เรื่องราวมีอยู่ว่า บริษัทหนังเร่แห่งหนึ่ง ถูกว่าจ้างจากใครคนหนึ่งให้ไปฉายหนังกลางแปลงในหมู่บ้านวังทอง ด้วยเงิน 4,000 บาท แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องฉายจบแค่ตี 4 ของวันใหม่ และให้ออกจากหมู่บ้านก่อนฟ้าสางและห้ามหันหลังกลับมามอง ว่ากันว่าบรรยากาศฉายหนังเป็นไปอย่างเงียบเฉียบ ไม่มีเสียงหัวเราะ เอะอะ

แม้แต่ร้านขายของกินของใช้ ร้านขายบุหรี่ก็ไม่มีให้เห็น เรื่องราวของ “ผีจ้างหนัง” จึงสะท้อนศรัทธาในดินแดนแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี กระนั้นในบางเรื่องที่มีข้อสนับสนุนทางวิทยาศาสตร์ก็มีให้เห็นอยู่บ้างแล้ว

ศรัทธาและความเชื่อ

แต่ก็อีกนั่นแหละ เรื่องของ “ศรัทธา... ความเชื่อ” คงไม่มีใครที่จะลบหลู่ ทุกวันนี้ส่วนที่เป็นป่าก็ไม่น่าจะมีใครกล้าเข้าไปรุกล้ำกล้ำกราย เดินเข้าไปนิดเดียวก็เจอน้ำแล้ว สิ่งที่ไม่เห็น...ไม่ได้แปลว่าไม่มีจริง เรื่องราวอันลี้ลับ “ป่าคำชะโนด” ก็เป็นเช่นนั้น.

ความเป็นมาประวัติพญาครุฑโดย สลากไทพลัส กองสลากไทพลัส

 

สวัสดีวันนี้ สลากไทพลัส ได้รวบรวมเอาบทความเกี่ยวกับประวัติพญาครุฑจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ข้อมูลนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการเสพข้อมูล

ตำนานพญาครุฑ  เสริมอำนาจ วาสนาบารมี

ครุฑ หรือ อีกชื่อหนึ่งเรียกว่า “สุบรรณ” หมายถึง ขนวิเศษ แต่เดิมครุฑมีนามว่า “เวนไตย” เกิดจากนางวินตา ครุฑแต่กำเนิดเกิดมามีกำลังมหาศาล มีรัศมีสีทองสว่างไสวกว่าพระอาทิตย์นับร้อยเท่า มีศรีษะ จะงอยปาก และปีกเหมือนนกอินทรี แต่แขนขา เหมือนมนุษย์

อิทธิฤทธิ์พญาครุฑ

         เมื่อครั้นพญาเวนไตยเติบใหญ่ ทราบว่ามารดาของตนนั้นตกเป็นทาสของกัทรุ เพราะแพ้อุบายเมื่อครั้งทายสีม้าเทียมรถทรงของพระอาทิตย์ในอดีต โดยนางกัทรุใช้อุบายให้นาคผู้เป็นลูกไปพ่นพิษรถม้า เพื่อให้สีขาวของรถม้ากลายเป็นสีดำ พญาเวนไตยจึงขอไถ่ตัวมารดาของตนจากเหล่านาค แต่มีข้อแม้ว่า ต้องไปเอาน้ำอมฤตที่พระอินทร์เก็บรักษาไว้บนสวรรค์มาให้พวกนาค ด้วยความที่พญาเวนไตยอยากจะช่วยมารดา จึงได้ตกลงเดินทางไปเอาน้ำอมฤตที่พระอินทร์ ระหว่างเดินทางหิวก็ได้จับคนป่าเถื่อนกินเป็นอาหาร และได้พบกับเต่าและช้างตัวใหญ่ขนาดมหึมา พญาเวนไตยคาบทั้งคู่บินไปเกาะกิ่งไทรที่มีความยาวหนึ่งร้อยโยชน์ แต่กิ่งไกรรับน้ำหนักไม่ไหว ก่อนที่กิ่งไทรจะหักลงมา เหลือบไปเห็นพวก พาลขิยะ “ฤาษีแคระ” ขนาดเท่านิ้วมือจึงเอาเท้าจับกิ่งไทรบินพาไปวางไว้ที่เขาเหมกูฏ บรรดาฤๅษีเห็นพญานกตนนี้มีจิตใจงดงามยิ่งนัก จึงให้ชื่อว่า “ครุฑ” แปลว่าผู้รับภาระอันหนัก และยังให้พรว่า ไม่ว่าจะทำสิ่งใดให้สำเร็จตามประสงค์ มีพละกำลังมหาศาล ไม่มีผู้ใดต้านทานได้

นารายณ์ประทานพร

         เมื่อพญาครุฑบินมาถึงเทวโลก ที่ซึ่งเป็นที่ประทับของพระรายณ์ พญาครุฑได้นำน้ำอมฤตออกมาเมื่อพระนารายณ์เสด็จกลับมาพบ ได้เกิดการสู้รบกัน แต่ต่างฝ่ายไม่สามารถเอาชนะกันได้ พอทราบว่าพญาครุฑต้องการนำน้ำอมฤตเพื่อไปช่วยไถ่ตัวมารดาที่ตกเป็นทาส ไม่ได้ต้องการนำไปดื่มเอง จึงยอมมอบให้ พร้อมประทานพรให้เป็นอมตะแม้จะไม่ได้ดื่มน้ำอมฤตก็ตาม และอนุญาตให้จับนาคกินเป็นอาหารได้ พญาครุฑได้ให้สัจจะแก่พระนารายณ์ว่า ขอเป็นพาหนะให้พระวิษณุในเวลาเสด็จไปยังสถานที่ต่าง ๆ ด้วยเหตุนี้ พญาครุฑจึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า สุบรรณ ซึ่งหมายถึง ขนวิเศษ เป็นที่มาของความหมายที่ว่า “นารายณ์ทรงสุบรรณ”




อ่านบทความเพิ่มเติมของ สลากไทพลัส

ความเป็นมาประวัติท้าวเวสสุวรรณโดย สลากไทพลัส กองสลากไทพลัส

ความเป็นมาบั้งไฟพญานาคโดย สลากไทพลัส กองสลากไทพลัส

ประวัติความเป็นมาป่าคำชะโนด สลากไทพลัส กองสลากไทพลัส

ประวัติความเป็นมาตำนานไอ้ไข่วัดเจดีย์ สลากไทพลัส กองสลากไทพลัส


 




ความเป็นมาประวัติท้าวเวสสุวรรณโดย สลากไทพลัส กองสลากไทพลัส

 

สวัสดีวันนี้ สลากไทพลัส ได้รวบรวมเอาบทความเกี่ยวกับประวัติท้าวเวสสุวรรณจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ข้อมูลนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการเสพข้อมูล


ประวัติท้าวเวสสุวรรณ 

ข่าวแนะนำ

สมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่แท้ ต้องโย้ขวา จุดสำคัญที่คนมองข้ามและไม่รู้

สมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่แท้ ต้องโย้ขวา จุดสำคัญที่คนมองข้ามและไม่รู้

ผ่าดวง อาทิตย์ ริว จุดพลิกชีวิตพบวิบากกรรม ต้องมีคนอุปถัมภ์จะไปได้ไกล

ผ่าดวง อาทิตย์ ริว จุดพลิกชีวิตพบวิบากกรรม ต้องมีคนอุปถัมภ์จะไปได้ไกล

5 จุดเช็กอิน ขอพรความรักยอดฮิต มูขอแฟนได้แฟน รับวันวาเลนไทน์

5 จุดเช็กอิน ขอพรความรักยอดฮิต มูขอแฟนได้แฟน รับวันวาเลนไทน์

ห้อยพระราหูดีไหม คนวันใดพระราหูให้คุณ พระราหูเหมาะกับใคร ต้องรู้

ห้อยพระราหูดีไหม คนวันใดพระราหูให้คุณ พระราหูเหมาะกับใคร ต้องรู้

ท้าวเวสสุวรรณ เป็นเทพเจ้าแห่งยักษ์ เป็นหนึ่งในจาตุมหาราช ผู้คุ้มครองและดูแลโลกมนุษย์ สถิตอยู่บนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา มียักษ์เป็นบริวาร

ในรามเกียรติ์ เป็นโอรสของท้าวลัสเตียนกับนางศรีสุมณฑา มีพระอนุชาคือ ท้าวกุเปรัน ท้าววัสวตีวัณ (เจ้าแห่งสวรรค์ชั้นที่ 6) ทรงอิทธิฤทธิ์อานุภาพมาก เคยตัดเศียรของท้าวราวัณขาดไป 1 เศียร ครองโลกบาลทิศเหนือ ท้าวเวสสุวรรณ คือท้าวกุเวร ในศาสนาฮินดู

ความเชื่อท้าวเวสสุวรรณในตำนาน

ท้าวเวสสุวรรณ ตามความเชื่อและความศรัทธา เป็นหนึ่งในท้าวทั้งสี่ หรือ ท้าวจตุโลกบาล ที่ทำหน้าที่รักษาทิศทั้ง 4 ในสวรรค์ชั้นแรกของสวรรค์ทั้ง 7 ชั้น คือ ชั้นจาตุมหาราชิกา ที่แบ่งออกเป็น 4 ส่วน โดยท้าวเวสสุวรรณ เป็นเทพผู้เป็นใหญ่ ปกป้องจากสิ่งชั่วร้าย และเชื่อว่าเป็นเทพแห่งความมั่งคั่ง โดยประจำทิศเหนือ และยังมีเทพอื่นอีก 3 องค์คือ ท้าววิรุฬหก ประจำทิศใต้ ท้าวธตรฐ หรือพระอินทร์ ประจำทิศตะวันออก และท้าววิรูปักษ์ ประจำทิศตะวันตก

ลักษณะของท้าวเวสสุวรรณ

เป็น ยักษ์สามขามีฟันแปดซี่ มีสี่กรพระวรกายสีขาว สวมอาภรณ์งดงามมีมงกุฎเป็นน้ำเต้าทรงอยู่พระเศียร แต่มีรูปกายพิการ ร่างกายกำยำดูแข็งแรง รูปร่างสมส่วน มือขวาถือกระบอกยาวมียักษ์เป็นบริวาร ยักษ์จะเป็นพวกกายทิพย์พวกหนึ่งมีสันดานที่แตกต่างกัน บางตนมีสันดานดีประกอบด้วยศีลธรรม บางตนมีสันดานร้ายจิตใจเต็มไปด้วยโทสะโมหะ

อีกตำนานหนึ่ง ท้าวเวสสุวรรณยังมีกายสีเขียว สัณฐานสูง 2 คาวุต ประมาณ 200 เส้น มีอาวุธเป็นกระบอง มีพาหนะ ช้าง ม้า รถ ปราสาท อาภรณ์มงกุฎประดับรูปนาค ดำรงอิสริยยศเป็นเจ้าแห่งยักษ์ มีบริวารแสนโกฏิ ถือโล่แก้วประพาฬ หอกทอง

ที่มาชื่อเรียก ท้าวกุเวร 

เนื่องจากท้าวกุเวรมีรูปร่างพิการ จึงมีเหตุให้พระพรหมตั้งชื่อให้ท้าวกุเวร หากย้อนไปในหลายตำรา ท้าวเวสสุวรรณเป็นยักษ์ที่มีกายผิวพรรณ และพัสตราภรณ์สีเหลืองทองจิตใจดีงาม และอุทิศตนเพื่อพิทักษ์สัมมาสัมพุทธเจ้า

รูปปั้นยักษ์ ทำหน้าที่ปกปักรักษาบริเวณวัด

ตามวัดเรามักจะเห็นท้าวเวสสุวรรณ รูปปั้นยักษ์ที่มีหนึ่งหรือสองตน ยืนถือกระบองค้ำยืนอยู่หน้าวิหารหรือโบสถ์ที่เก็บของมีค่า โบราณวัตุของทางวัด ถ้ามีตนเดียวก็คือ ท้าเวสสุวรรณแต่ถ้ามีสองตนก็คือบริวารของท้าวเวสสุวรรณที่คอยทำหน้าที่ปกปักรักษาบริเวณวัด

ท้าวเวสสุวรรณ ชอบให้ทรัพย์แก่ผู้ประพฤติดี

ท้าวเวสสุวรรณเป็นเทพเจ้าแห่งความร่ำรวย สัญลักษณ์แห่งมหาเศรษฐี อาทิ ท้าวรัตคัน ผู้มีเพชรเต็มพุง ท้าวกุเวรรัตนบดีผู้เป็นใหญ่ในทรัพย์ ท้าวธเณศวรเป็นเจ้าแห่งทรัพย์ ท้าวเวสสุวรรณยิ่งด้วยทอง 

ท้าวเวสสุวรรณเป็นเทพอสูรที่มีอำนาจปกปักรักษา มีบทบาทปกครองภูตผีปิศาจที่เกเร มีอำนาจทางด้านการเงิน เพราะเป็นผู้รักษาขุมทรัพย์ของแผ่นดิน เป็นมหาเทพแห่งความมั่งคั่ง

มีอำนาจในการประทานทรัพย์แก่ผู้ประพฤติปฏิบัติดี ผู้ใดหวังความเจริญในลาภยศทรัพย์สินเงินทองอำนาจวาสนาให้บูชารูป ท้าวเวสสุวรรณ หรือท้าวกุเวร 

หน้าที่ของท้าวเวสสุวรรณ

การดูแลปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา ปกป้องดูแลแก่ผู้นั่งสมาธิพระกรรมฐาน ขับไล่ภูติผีปิศาจวิญญาณร้ายแก้เสนียดอัปมงคลคุณไสยต่างๆ เรียกว่าทั้งกันทั้งแก้ก็ได้หมด หากผู้ใดบูชาท่านด้วยความศรัทธาจะประสบแต่ความโชคดีมีทรัพย์ตลอดจนพ้นภัยจากบรรดาภูติผีปิศาจทั้งหลาย 

เคล็ดลับการบูชาท้าวเวสสุวรรณ

สำหรับ ชีวิตติดขัด การเงิน การงานโชคลาภไม่ดี ทำอย่างไรแล้วไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร สามารถไหว้เองได้ แต่สำหรับใครสะดวกจุดธูปกลางแจ้งหันหน้าทางทิศเหนือ หรือจะเข้าห้อง จุดธูป 9 ดอก ดอกกุหลาบ 9 ดอก พระสมาทานศีล 5 สวดชินบัญชร ตามด้วยบทบูชาท้าวเวสสุวรรณ 

คาถาบูชาท้าวเวสสุวรรณ

นะโม 3 จบ

อิติปิ โส ภะคะวา ยมมะราชาโน ท้าวเวสสุวรรณโณ

มะระณัง สุขัง อะหัง สุคะโต นะโม พุทธายะ

ท้าวเวสสุวรรณโณ จาตุมะหาราชิกา

ยักขะพันตา ภัทภูริโต เวสสะ พุสะ พุทธัง อะระหัง พุทโธ

ท้าวเวสสุวรรณโณ นะโม พุทธายะ

ท้าวเวสสุวรรณมีกี่ปาง วัดจุฬามณี

1.ปางพรหมาสูติเทพ ปางนี้จะเป็นเทพอยู่บนสวรรค์ชั้นพรหม รูปกายองค์ท่านจะสีทอง และสวมใส่ภูษาสี  ทองเช่นกัน อำนวยชัยให้พรแก่ผู้ที่มาขอในเรื่องโชคลาภเงินทอง

2. ปางจาตุมหาราช เป็นปางที่เราคุ้นเคยกันดี เป็นยักษ์ร่างใหญ่ ดูน่ายำเกรง ซึ่งปางนี้รูปกายองค์ท่านจะสีเขียวออกดำ สวมใส่ภูษาสีเขียว

ปางนี้จะปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย คุ้มครองให้แคล้วคลาด หากใครกำลังดวงตก หรือมีสิ่งไม่ดีครอบงำ เจ็บป่วยอย่างหาสาเหตุไม่ได้ แนะนำให้มาไหว้ท้าวเวสสุวรรณปางยักษ์นี้

3. ปางเทพบุตรสูติเทพ ปางนี้จะเป็นเทพบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ รูปกายองค์ท่านจะสีทอง สวมใส่ภูษาสีแดง อำนวยชัยให้พรแก่ผู้ที่มาขอในเรื่องความรัก คู่ครองความปรารถนาต่างๆ

4. ปางมนุษย์ ปางนี้จะช่วยให้ดำเนินชีวิตราบรื่น ทำสิ่งใดไม่มีอุปสรรค

อย่างไรก็ตามในปัจจุบันเราสามารถไปไหว้ ท้าวเวสสุวรรณ ที่ วัดจุฬามณี ตั้งอยู่ที่คลองอัมพวา จ.สมุทรสาคร เดิมเรียก (วัดแม่ย่าทิพย์), หรือ วัดโพธิ์ใหญ่ แปดริ้ว จ.ฉะเชิงเทรา มีรูปปั้นเก่าแก่ของท้าวเวสสุวรรณ มีอายุ 100 กว่าปีเช่นกัน, วัดคงคา จ.นนทบุรี วัดย่านบางใหญ่ สร้างในสมัยกรุงสุโขทัย ที่วัดมีรูปปั้นท้าวเวสสุวรรณและพระวิรูปักษ์ มีความเชื่อว่าหากใครได้กราบไหว้จะมีความมั่งคั่ง และได้สมปรารถนานั่นเอง. 

ป้อมไพรีพินาศ

ที่เที่ยวโบราณ ป้อมไพรีพินาศ จังหวัดจันทบุรี ป้อมไพรีพินาศ ตั้งอยู่บนเขาแหลมสิงห์ หมู่ 1 ตำบลบางกะไชย อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี เป็นป้อ...